top of page

Bratislava l ความสุขย้อนรอยที่บราติสลาว่า เมืองสีชมพู สโลวาเกีย l รีวิวที่ ๔๒

  • JEDi PiDUAI
  • May 29, 2016
  • 1 min read

บลาติสลาว่า เป็นเมืองหลวงของประเทศสาธารณรัฐสโลวาเกีย หลายคนสงสัยว่าอยู่ตรงไหนของโลกนะ และหลายคนเอาไปสับสนกับอีกประเทศหนึ่งคือสโลวีเนีย แม้จะเป็นชาวสลาฟด้วยกันทั้งคู่ แต่ทั้งสองก็แยกจากกันมาพันปีแล้ว พูดกันคนละภาษา อืมแบบไหนดีล่ะครับ เอาแบบว่าไทยเจ้าพระยา ไปคุยกับไทยอาหมในอัสสัมอินเดียแล้วกัน คงไม่มีวันรู้เรื่องกันเลย แต่ทั้งสองประเทศมีความเหมือนกันตรงที่ยังคงความคลาสสิคของยุโรปตะวันออกที่มีกลิ้นไอรัสเซียอยู่ไม่น้อยเลย

สโลวาเกียแม้จะเป็นอาณาจักรโบราณแต่ในช่วงสงครามเย็นก็กลับถูกผนวกเข้ากับชาวเช็คกลายเป็นประเทศเช็คโกสโลวาเกีย ที่มีความเก่งกาจที่สุดในเชิงกีฬาอย่างฟุตบอล ตำแหน่งรองแชมป์โลกก็เคยได้มาแล้ว แต่เมื่อพูดถึงประเทศนี้ส่วนใหญ่ความเจริญจะมุ่งไปทางเหนือที่ประเทศเช็คที่มีกรุงปร๊ากเป็นเมืองหลวงมากกว่า เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของรัสเซียต่อจากเยอรมันตะวันออก จนกระทั่งโลกคอมมิวนิสต์ และระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมล่มสลายจากยุโรปตะวันออกไปเมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้ว ประเทศเช็คโกสโลวาเกีย แยกออกเป็นสาธารณรัฐเช็ค และสาธารณรัฐสโลวัก หรือสโลวาเกีย ด้วยความสันติในปี ๑๙๙๓ ความเจริญต่างๆ จากโลกทุนนิยมเหมือนจะพุ่งไปที่ปร๊ากมากกว่า ที่บราติสลาว่าเมื่อเทียบกับปร๊ากแล้ว ดูเหมือนจะยังคงรักษากลิ่นไอของโลกสังคมนิยมไว้อยู่พอตัว ส่วนเมืองเก่ายังคงรักษาเอกลักษณ์ของตนเองไว้จนกลายเป็นสิ่งดึงดูดใจนักท่องเที่ยวได้อย่างดี โดยมีสะพานจานบิน (รูปแรก) เป็นแลนด์มาร์คของเมือง

จริงๆ แล้วบราติสลาว่าน่าจะเป็นเมืองในโลกสังคมนิยมโบราณที่อยู่ใกล้โลกทุนนิยมที่สุดแล้ว หากไม่นับเบอร์ลิน เพราะเรียกได้ว่าเป็นเมืองฝาแฝดของเวียนนาที่ออสเตรีย เรียกว่าแทบจะอยู่ติดกันเลยครับ โดยสมัยก่อนในช่วงสงครามเย็น องค์กรระหว่างประเทศทั้งหลายต่างก็ไปตั้งที่เวียนนา ทั้งองค์การสหประชาชาติ ทั้งนาโต้ เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ หากรัสเซียจะบุกมาจากบราติสลาว่าเนี่ย ครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว และจริงๆ แล้วออสเตรียกว่าครึ่งประเทศก็แหลมเข้าไปในเขตอิทธิพลของรัสเซียเสียด้วย ทั้งบราติสลาว่าและเวียนนา จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของทั้งสองมหาอำนาจเลยล่ะ ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวสามารถไปเที่ยวบราติสลาว่าจากเวียนนาได้อย่างสบายๆ เพราะมีรถไฟจากเวียนนาไปกลับสถานี Bratislava Hianva Stanica ชั่วโมงละเที่ยวเลยครับ โดยนักท่องเที่ยวจากเวียนนาแนะนำให้ซื้อตั๋วไปกลับที่เรียกว่า EURegio ที่เวียนนาราคาประมาณ ๑๖ ยูโร มีอายุ ๔ วันครับ โดยหากไปวันเดียวกลับ สามารถใช้เป็นตั๋วนั่งรถรางจากสถานีเข้าไปในตัวเมืองเก่าได้เลยครับ โดยใช้รถรางที่เห็นแบบในรูปนั้นเลยล่ะครับ

ใครได้นั่งรถไฟจากเวียนนาเข้าสู่เมืองบราติสลาว่า หลายคนเชื่อว่าจะมีความรู้สึกเหมือนกัน เพราะทันทีที่พ้นากชายแดนออสเตรียออกมาแล้ว ดูเหมือนเรากำลังจะย้อนยุคกลับไปทศวรรษที่ห้าสิบหรือเปล่า กลิ่นไอมันคนละแบบ แม้ว่าผมจะไปมาเมื่อสองสามปีที่แล้ว หลังสโลวาเกียเปลี่ยนประเทศมาแล้ว ๒๐​ ปีก็ตาม แต่ดูเหมือนบนโลกฝั่งนี้ ความเจริญกลับจะคืบคลานเข้าไปอย่างช้าๆ บรรยากาศแบบเดียวกันจากที่นั่งรถจากสนามบินบูดาเปสต์เข้าตัวเมืองของฮังการีแบบนั้น แต่ที่สโลวาเกีย รู้สึกว่าบรรยากาศจะเป็นมิตรกว่า มีป่าเขา บ้านเรือนโบราณ เด็กๆ ไปโรงเรียนแบบเป็นระเบียบวินัย เด็กวัยรุ่นยืนรอรถไฟอย่างเรียบร้อย ต่างกับวัยรุ่นอีกฝั่งกันคนละเรื่องเลย จนกระทั่งถึงตัวเมืองบราติสลาว่านั้นแหล่ะ จะได้รู้สึกถึงความทันสมัยบ้าง อย่างที่สถานีรถไฟมีห้าง มีบู๊ทสมัครบัตรเครดิต มีบู๊ทซิม ความรู้สึกประมาณหัวลำโพงเลย ปีที่ผมไปตอนนั้นสโลวาเกียยังไม่เข้ายูโรโซนเลย ต้องอีกปีต่อมา แต่ตอนนั้นเขาก็รับยูโรกันเป็นเรื่องเป็นราวแล้วนะ และที่สำคัญข้าวของที่นี่ราคาถูกกว่าฝั่งเวียนนามาก (เทียบกับดัชนีโคล่า เพราะที่นี่หนึ่งกระป๋องราคาประมาณ ๑๕ บาท พอๆ กับบ้านเราเลย)

รถรางสม้ยใหม่จากสถานีรถไฟพาเรามาสุดสายที่ริมฝั่งแม่น่ำดานูบ กับสัญลักษณ์ของเมืองเลยคือ ด้านหน้าเป็นปราสาทบราติสลาว่า (Bratislava Castle) ที่ตั้งอยู่ปลายสะพานยูเอฟโอ และทางขวาของเราก็คือเมืองเก่า ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองเลย พูดถึงสะพานยูเอฟโอนี้เป็นชื่อเล่นของสะพาน บราติสลาว่า โนวี โมสต์ หรือ Bratislava New Bridge สร้างในปี ๑๙๗๒ โดยมีสัญลักษณ์เป็นร้านอาหารทรงจานบินที่ตั้งอยู่บนนั้น แต่เชื่อไหมครับว่าคนบราติสลาว่าไม่รู้จักยูเอฟโอหรอก เพิ่งมารู้จักกันตอนเปิดประเทศนั้นแหล่ะ สะพานยูเอฟโอก็เลยเพิ่งได้เป็นชื่อเล่นของสะพานนี้ ท่ีนักท่องเที่ยวเป็นคนตั้งให้ครับ

บราติสลาว่าเป็นเมืองไม่ใหญ่มาก (หมายถึงฝั่งเมืองเก่านะครับ) ขนาดย่อมๆ ประมาณเยาวราชนั้นแหล่ะครับ สามารถเดินไปชมเมืองจุดต่างๆ ได้ ทัวร์โดยส่วนใหญ่ก็จะมาดร๊อปนักท่องเที่ยวลงเดินสักสองสามชั่วโมง แต่นั้นล่ะครับที่นี่แม้จะเป็นเมืองเล็กๆ แต่อยากให้มาใช้เวลาทั้งวัน เพราะมีจุดท่องเที่ยวเล็กๆ มุมเล็กๆ น่ารักๆ หลายจุดเลยครับ ร้านกาแฟเล็กๆ ตรงจัตุรัสเล็กๆ กลางเมือง ใกล้ๆ กับสภาเมือง อากาศเย็นสบายแดดอุ่นๆ ฟินกันเลยทีเดียวล่ะครับ ตรงจตุรัสเป็นที่ตั้งของสภาและที่ว่าการเมือง ที่ยังคงรักษาอาคารแบบเก่าๆ อยู่ กับอาคารสีชมพูที่ผมจำชื่อไม่ได้ครับ แต่ขอบอกว่าสวยมาก มาเที่ยววันธรรมดาจากเวียนนา นักท่องเที่ยวจะน้อยอยู่พอสมควรครับ และผมไม่ค่อยเห็นนักท่องเที่ยวจีนเท่าไรนะเมืองนี้

โบสถ์เซนต์มาร์ตินเป็นโบสถ์ไม่ใหญ่มาก และก็สงบอยู่มากพอสมควรครับ อยู่ด้านล่างของปราสาทบราติสลาว่า สร้างตั้งแต่ปี ๑๒๐๔ โดยกษัตริย์ชาวฮังการีที่สมัยนั้นปกครองบราติสลาว่าอยู่ และความที่อยู่จุดกึ่งกลางระหว่างเวียนนากับบูดาเปสต์ ในสมัยที่ยังเป็นจักรวรรดิฮังการีอยู่ โบสถ์แห่งนี้จึงใช้เป็นที่ไว้ราชาภิเษกของกษัตริย์ของออสเตรีย-ฮังการี อย่างพระเจ้าแมกซิมิลานที่ ๒ แห่งราชวงศ์ฮัสบรู๊ก รวมไปถึงสมเด็จพระนางเจ้ามาเรีย เทเรซ่า แห่งออสเตรีย จักรพรรดินีที่ทรงอิทธิพลที่สุดของยุโรป (พระมารดาของพระนางมารีอังตัวเน็ตคนดัง) ก็มารับการราชาภิเษกที่โบสถ์นี้เหมือนกัน (อ่านในรีวิวที่หนึ่งของประวัติพระนางได้คร่าวๆ ครับ) ผมพาไปดูส่วนต่างๆ ของเมืองดีกว่า ก่อนไปปิดท้ายที่ปราสาทบราติสลาว่ากันครับ

ตัวเมืองเก่าของบราติสลาว่ายังคงรักษาความโบราณในยุคกลางได้อย่างดี จากตัวเมืองเดินขึ้นเขาเล็กๆ ไปไม่นานก็คือที่ตั้งของปราสาทบราติสลาว่า ที่ดูเหมือนจะเป็นภูเขาลูกหย่อมๆ อยู่กลางเมืองริมแม่น้ำดานูบกันเลยล่ะ ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญสำหรับคนชอบชมวิว เพราะบนปราสาทจะเห็นวิวเมืองทั้งหมด และทางเดินขึ้นเนินเขาจะมีร้านขายของที่ระลึก ร้านเล็กๆ ร้านกาแฟ ร้านอาหารน่ารักๆ อยู่ตามรายทางเลยครับ

น่าเสียดายนิดหน่อยที่ตอนที่ผมไป ปราสาทบราติสลาว่าปิดปรับปรุงเพื่อเตรียมรับการใช้เป็นสถานที่เข้าร่วมยูโรโซนของบราติสลาว่า เลยไม่ได้เข้าไปชมด้านใน ปราสาทผมว่าออกแบบได้แปลกกับส่วนอื่นๆ ของเมือง คือมันไม่มีความเป็นยุโรปยุคกลางเท่าไรเลย ทั้งที่เป็นที่ตั้งปราสาทโบราณมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาลอีก เพราะเป็นที่ตั้งของป้อมโบราณของโรมัน เพื่อคอยสอดส่องการรุกรานจากพวกตอนเหนือ เลยไปค้นประวัติดูก็เลยทราบว่า ตัวปราสาทที่เห็นนี้สร้างขึ้นมาใหม่จากที่เคยพังลงไปในช่วงสงครามระหว่างปี ๑๘๑๑ โดยเฉพาะในสงครามโลกทั้งสองครั้ง ตัวปราสาทถูกทำลายไปเยอะมาก จึงเพิ่งกลับมาฟื้นฟูในปีช่วงปี ๑๙๕๓ โดยใช้เป็นที่ตั้งของพิพิทธภัณฑ์แห่งชาติด้วย ก็เลยปรับปรุงให้ร่วมสม้ยมากหน่อยครับ ปราสาทแห่งนี้ ยังเคยใช้เป็นที่ประชุมสุดยอดระหว่างจอร์จ บุช ผู้ลูก กับปูตินด้วยเมื่อปี ๒๕๔๘ เมื่อสิบปีที่แล้วด้วยครับ

ปิดท้ายกันที่ภาพยามเย็นของบราติสลาว่าริมแม่น้ำดานูบครับ ที่นี่เมื่อสักครู่ยังฟ้าใสแดดเปรี้ยงเลย สักพักฝนตก เราก็เลยข้ามสะพานใหม่ ที่ไม่ใช่แถวดอนเมือง แต่เป็นสะพานยูเอฟโอนั้นล่ะครับ ไปฝั่งตรงกันข้าม ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ของเมืองนี้เลยเพื่อหลบฝน ใครอยากจะมาช๊อปปิ้ง เสพสตาร์บัค ดูแอปเปิ้ล ก็คงต้องมากันที่ห้างนี้เลยล่ะครับ ทันสมัยมาก มีไวไฟให้เล่นฟรีอีกด้วย พอฝนหยุดตกแล้ว เราก็เลยออกไปนั่งเล่นริมฝั่งแม่น้าดานูบหลังฝนตกกัน รู้สึกว่าน้ำเอ่อล้นมากมายเลยครับ อากาศก็ยิ่งเย็นลงไปอีก ชอบสุดๆ อีกเมืองเลยครับสำหรับบราติสลาว่านี้ สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากชมภาพอื่นๆ ของเมือง กดที่ประเทศสโลวาเกียตรงเมนูได้เช่นเดิมครับ ขอบคุณมากครับที่ติดตามชม

Comments


Recent Travels
bottom of page